ผักบ้านๆ ที่ญี่ปุ่นยกเทียบ "โสมเขียว" คุณค่าทางโภชนาการสูง

ผักบ้านๆ ที่ญี่ปุ่นยกเทียบ "โสมเขียว" คุณค่าทางโภชนาการสูง

ผักบ้านๆ ที่ญี่ปุ่นยกเทียบ "โสมเขียว" คุณค่าทางโภชนาการสูง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รู้จัก "ผักโมโรเฮยะ" ผักที่ญี่ปุ่นยกย่องเป็น "โสมเขียว" มีประโยชน์มาก แต่เมล็ดมีพิษต้องระวัง

รู้จักผักโมโรเฮยะ หรือปอกระเจาฝักยาว ผักที่ญี่ปุ่นนิยมกิน มีวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร ช่วยเสริมสุขภาพลำไส้ พร้อมคำเตือนเมล็ดมีพิษ

ผักใบเขียวบางชนิดแม้จะมีหน้าตาธรรมดา แต่กลับอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นเดียวกับ "ผักโมโรเฮยะ" หรือ "ปอกระเจาฝักยาว" ผักที่นิยมรับประทานในหลายประเทศของเอเชียและแอฟริกา รวมถึงประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Moroheiya และมีการกล่าวถึงคุณค่าทางโภชนาการจนได้รับฉายาว่า "โสมเขียว" ในบางแหล่งข้อมูล

ผักชนิดนี้มีทั้งวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารประกอบจากพืชหลายชนิด โดยเฉพาะลักษณะเด่นของใบที่เมื่อนำมาปรุงอาหารจะมีความเหนียวลื่นคล้ายเมือกธรรมชาติ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ก็มีข้อควรระวังสำคัญ เพราะเมล็ดและฝักที่มีเมล็ดแก่ของพืชชนิดนี้มีสารพิษที่ไม่ควรรับประทาน

ผักโมโรเฮยะ คืออะไร ทำไมญี่ปุ่นถึงนิยมกิน?

ผักโมโรเฮยะ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corchorus olitorius เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนและชื้น มีถิ่นปลูกกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ทั้งเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง สำหรับประเทศไทย พืชชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า "ปอกระเจาฝักยาว" หรือ "กระเจา" และมีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Jew's mallow หรือ Tossa jute

ในประเทศเวียดนาม ผักชนิดนี้เรียกว่า "Rau đay" นิยมนำใบอ่อนมาปรุงเป็นแกงจืดหรือซุปกับปู กุ้ง และผักชนิดอื่น ส่วนในญี่ปุ่นเรียกว่า "โมโรเฮยะ" โดยนิยมใช้ใบเป็นส่วนประกอบในอาหารหลายเมนู เนื่องจากมีเนื้อสัมผัสเหนียวลื่นเป็นเอกลักษณ์เมื่อผ่านความร้อน

คุณสมบัติที่น่าสนใจของโมโรเฮยะคือการมีสารอาหารหลากหลายชนิด จึงถูกนำมาเปรียบเทียบกับผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อย่างไรก็ตาม ฉายา "โสมเขียว" เป็นเพียงคำเปรียบเปรย ไม่ได้หมายความว่าผักชนิดนี้มีฤทธิ์ทางยาเทียบเท่าโสมหรือสามารถรักษาโรคได้

ประโยชน์ของผักโมโรเฮยะ มีอะไรบ้าง?

1. มีใยอาหาร ช่วยสนับสนุนการทำงานของลำไส้

หนึ่งในคุณสมบัติเด่นของผักโมโรเฮยะคือมีใยอาหารและสารเมือกจากพืช ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอุ้มน้ำและลักษณะเนื้อสัมผัสของอาหาร การได้รับใยอาหารอย่างเพียงพอมีส่วนช่วยให้อุจจาระมีความเหมาะสมต่อการขับถ่าย และช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร

งานวิจัยขนาดเล็กในประเทศญี่ปุ่นที่ศึกษาอาสาสมัครสุขภาพดี 22 คน พบว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีใยอาหารจากโมโรเฮยะเป็นส่วนประกอบ อาจช่วยเพิ่มความถี่ในการขับถ่ายเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะและมีผู้เข้าร่วมจำนวนไม่มาก จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการรับประทานผักโมโรเฮยะในอาหารทั่วไปสามารถรักษาอาการท้องผูกได้

2. มีวิตามินที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันและสุขภาพผิว

ใบโมโรเฮยะเป็นแหล่งของวิตามินและสารประกอบจากพืชหลายชนิด โดยมีสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ เช่น เบตาแคโรทีน ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ รวมถึงวิตามินซีและวิตามินอีในปริมาณที่แตกต่างกันตามแหล่งปลูกและวิธีการปรุงอาหาร

วิตามินเอมีบทบาทต่อการมองเห็นและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ขณะที่วิตามินซีเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างคอลลาเจน และวิตามินอีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าการกินผักโมโรเฮยะโดยตรงจะช่วยทำให้ผิวอ่อนเยาว์หรือลดริ้วรอยได้อย่างชัดเจน

3. มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อกระดูกและกล้ามเนื้อ

โมโรเฮยะมีแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย แคลเซียมเกี่ยวข้องกับโครงสร้างกระดูกและฟัน แมกนีเซียมมีส่วนช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ส่วนธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง

การรับประทานผักชนิดนี้ร่วมกับอาหารที่หลากหลายจึงอาจช่วยเพิ่มปริมาณแร่ธาตุในมื้ออาหารได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษาภาวะขาดสารอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุอย่างเหมาะสม

4. มีสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ

ผักโมโรเฮยะมีสารประกอบจากพืชหลายกลุ่มที่ได้รับความสนใจในงานวิจัยด้านสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจมีบทบาทในการลดความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันในระดับเซลล์

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการไม่สามารถนำมายืนยันโดยตรงได้ว่าการกินผักชนิดนี้ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือยืดอายุขัยในมนุษย์ การรับประทานโมโรเฮยะจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการกินผักหลากหลายชนิด มากกว่าการคาดหวังผลจากอาหารชนิดเดียว

5. ช่วยเพิ่มความหลากหลายของอาหารเพื่อสุขภาพ

ข้อดีอีกประการของโมโรเฮยะคือสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ซุป ผักลวก หรืออาหารประเภทต้ม ซึ่งเป็นทางเลือกในการเพิ่มผักให้กับมื้ออาหาร

การรับประทานผักหลากหลายชนิดอย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่มโอกาสได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารที่เพียงพอ โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 10 ปีรับประทานผักและผลไม้รวมกันอย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน เพื่อสนับสนุนสุขภาพและลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

ผักโมโรเฮยะช่วยเพิ่มน้ำนมแม่และบำรุงผิวได้จริงหรือ?

ในบางวัฒนธรรม โมโรเฮยะถูกนำมาปรุงอาหารให้ผู้หญิงหลังคลอดรับประทาน โดยมีความเชื่อว่าเป็นผักบำรุงร่างกายและอาจช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนม เนื่องจากมีวิตามิน แร่ธาตุ และน้ำเป็นส่วนประกอบ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอจะยืนยันว่าการรับประทานโมโรเฮยะสามารถกระตุ้นการสร้างน้ำนมได้โดยตรง ผู้ที่มีปัญหาน้ำนมน้อยควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการให้นมบุตร เพื่อประเมินสาเหตุและรับคำแนะนำที่เหมาะสม

ส่วนเรื่องการบำรุงผิว แม้วิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระในผักจะมีประโยชน์ต่อการทำงานของร่างกาย แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการรับประทานโมโรเฮยะเพียงชนิดเดียวจะทำให้ผิวเต่งตึง ลดริ้วรอย หรือชะลอวัยได้

ข้อควรระวัง! เมล็ดโมโรเฮยะมีพิษ ห้ามนำมากิน

แม้ใบโมโรเฮยะที่เก็บในระยะเหมาะสมจะนำมารับประทานเป็นผักได้ แต่ส่วนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือเมล็ด โดยเฉพาะเมล็ดแก่ เนื่องจากมีสารกลุ่มคาร์ดิแอกไกลโคไซด์ (Cardiac glycosides) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อการทำงานของหัวใจและอาจทำให้เกิดอาการเป็นพิษเมื่อรับประทานเข้าไป

กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่นระบุว่า เมล็ดแก่ เมล็ดที่กำลังพัฒนา และส่วนฝักที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดอาจมีสารพิษดังกล่าว ขณะที่ใบและลำต้นที่เก็บเกี่ยวในระยะสำหรับบริโภคตามปกติไม่พบสารพิษชนิดนี้ในการศึกษาที่หน่วยงานอ้างอิง

ดังนั้น ผู้ที่ปลูกโมโรเฮยะเองจึงต้องระวังเรื่องระยะการเก็บเกี่ยว ไม่ควรนำเมล็ดหรือฝักแก่ไปประกอบอาหาร และควรแยกเมล็ดพันธุ์ออกจากอาหารให้ชัดเจน โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็กเล็ก

วิธีกินผักโมโรเฮยะให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์

สำหรับผู้ที่สนใจรับประทานผักโมโรเฮยะ ควรเลือกใบที่จำหน่ายสำหรับบริโภคจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หากปลูกเองต้องตรวจสอบชนิดของพืชให้ถูกต้อง และเลือกเก็บส่วนใบในระยะที่เหมาะสม ไม่เก็บเมล็ดหรือฝักแก่ปะปนมา

  • เลือกใบสำหรับรับประทาน: ใช้ใบที่เก็บเกี่ยวในระยะเหมาะสมและไม่มีเมล็ดหรือฝักแก่ปะปน
  • ล้างให้สะอาด: ล้างผักด้วยน้ำสะอาดก่อนปรุงอาหารเพื่อลดสิ่งสกปรกที่อาจติดมากับใบ
  • ปรุงเป็นอาหาร: สามารถนำไปทำซุป ต้ม หรือลวกเพื่อรับประทานร่วมกับอาหารชนิดอื่น
  • รับประทานให้หลากหลาย: ไม่ควรกินผักชนิดเดียวแทนผักทั้งหมด ควรสลับกับผักชนิดอื่นเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน
  • หลีกเลี่ยงเมล็ดและฝักแก่: ไม่ควรนำส่วนเหล่านี้มารับประทาน เพราะอาจมีสารที่เป็นพิษต่อหัวใจ

สรุป ผักโมโรเฮยะมีประโยชน์จริงไหม?

ผักโมโรเฮยะ หรือปอกระเจาฝักยาว เป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีทั้งใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารประกอบจากพืชหลายชนิด การนำใบที่ปลอดภัยมาประกอบอาหารสามารถช่วยเพิ่มความหลากหลายของสารอาหารในมื้อประจำวันได้

แม้จะมีฉายาว่า "โสมเขียว" แต่ไม่ควรเข้าใจว่าผักชนิดนี้เป็นยารักษาโรคหรือมีสรรพคุณเทียบเท่าโสม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเลือกกินเฉพาะส่วนที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงเมล็ดกับฝักแก่ที่มีความเสี่ยงจากสารพิษ เพราะการกินอาหารให้ดีต่อสุขภาพต้องคำนึงถึงทั้งคุณค่าทางโภชนาการและความปลอดภัยควบคู่กัน

 

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช – ข้อมูลปอกระเจาฝักยาว
  2. กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น – ความปลอดภัยของเมล็ดโมโรเฮยะ
  3. Food Safety Commission of Japan – ข้อมูลสารพิษในโมโรเฮยะ
  4. Functional Foods in Health and Disease – การศึกษาเรื่องใยอาหารจากโมโรเฮยะกับการขับถ่าย
  5. World Health Organization – Healthy Diet
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล